โรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาทคืออะไร ?

โรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Spinal Stenosis) คือ

โรคที่เกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายบริเวณกระดูกสันหลังถูกบีบรัด อันมีสาเหตุจากช่องไขกระดูกสันหลัง ที่ตีบแคบ นั่นหมายถึงผู้ป่วยเป็นโรคทางเส้นประสาท โดยทั่วไปนิยมหมายถึงปัญหาของเส้นประสาทส่วนเอว ซึ่งลงมาเลี้ยงส่วนล่างของลำตัว ทำให้เกิดอาการปวดและชาจากสะโพก ร้าวลงมาที่ขาถึงปลายเท้า บางรายถ้าปล่อยไว้เป็นเวลานานจนอาการรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของขาลักษณะคล้ายอัมพาต ของกล้ามเนื้อบางส่วนได้ โรคนี้บางคนชอบเรียกว่า “ โรคกระดูกทับเส้น ” ซึ่งเป็นการเรียกที่สื่อความหมายไม่ตรงกับพยาธิสภาพนัก

โรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท มักพบบ่อยในคนสูงอายุ

อาทิเช่น อายุมากกว่า 45 ปี ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะกระดูกสันหลังส่วนเอว ของคนในวัยนี้ จะมีการแห้งและเสื่อมสภาพตามกาลเวลาหรือ ตามการใช้งานอย่างหนัก ทำให้ความสูงของหมอนรองกระดูกลดลงกว่าวัยหนุ่มสาว , มีเส้นเอ็นและพังผืดหนาตัวขึ้นในช่องไขกระดูกรวมทั้งมีแคลเซียมหรือ “ หินปูน ” (osteophyte) เกิดขึ้นบริเวณใกล้ช่องทางออกของเส้นประสาท แล้วก่อให้เกิดการตีบแคบของช่องที่อยู่ของเส้นประสาท เป็นผลให้เส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณขาถูกกดตีบรัด เกิดความผิดปกติในการทำงานของเส้นประสาทที่จะไปบังคับกล้ามเนื้อ หรือให้ความรู้สึกส่วนล่างของลำตัว และมีอาการดังกล่าวโดยเฉพาะอาการปวด ผู้ป่วยจะบอกเสมอว่ามีอาการ ” ปวดตามเส้น ”(Radicular pain) โดยพบบ่อยว่ามีอาการปวดที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือปวดจากด้านหลังของสะโพก , ต้นขา ร้าวลงมาหลังข้อพับเข่าไปจนถึงน่องและปลายเท้า โดยอาจเป็นทั้งสองข้าง หรือข้างใด ข้างหนึ่งก็ได้ บางคนที่มีอาการมาก จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า “ ปวดชาไปทั้งขา ” “ ไม่มีแรง ” “ ก้าวขาไม่ออก ” โดยเฉพาะเวลายืนนานๆ หรือเดินติดต่อกันไปเป็นระยะทาง ขนาดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเช่นนี้มากขึ้น ๆ จนกระทั่งเดินไม่ไหว แต่พอหยุดเดินแล้วก้มตัวลงพักช่วงระยะเวลาสั้น ๆ อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและเดินต่อไปได้อีก บางครั้งต้องพักถึง 2-3 ครั้ง จึงจะถึงที่หมายที่ตั้งใจ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รักษาให้ถูกวืธี ระยะทางที่เดินได้ติดต่อกันอาจจะสั้นลง ๆ หรือในบางรายที่การกดทับมีมากขึ้น อาจเกิดอาการอ่อนแรงคล้ายเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาท เส้นนั้นได้ เช่น กระดกข้อเท้า หรือปลายนิ้วโป้งเท้าไม่ขึ้น เป็นต้น

สรุปอาการโดยรวมของโรคนี้คืออะไร ?

  • อาการปวดตามเส้นประสาท โดยมักเป็นจากสะโพกร้าวลงมาตามด้านหลัง ของต้นขา, น่อง จนถึงปลายเท้า (radicular pain)
  • อาการมึนหรือชาบริเวณขา เหมือนเป็นเหน็บชา โดยเฉพาะเวลาเดินหรือยืน ติดต่อกัน จนอาจต้องหยุดพักด้วยการนั่ง หรือก้มตัว (Claudication)
  • อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทเส้นนั้นคล้ายอัมพาต (Weakness) โดยพบบ่อยที่ผู้ป่วยจะไม่มีแรงในการกระดกนิ้วโป้งเท้าขึ้น
  • ในรายที่มีอาการมาก อาจเกิดปัญหาของระบบขับถ่าย เช่น ปัสสาวะไม่ออก กลั้นอุจจาระไม่ได้เป็นต้น ดังกล่าวแล้วว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่พบในคนอายุมาก ดังนั้นจึงอาจพบความผิดปกติอื่น ๆ ของร่างกายร่วมด้วยได้ อาทิเช่น อาการปวดบริเวณเอวจากกระดูกสันหลังเสื่อม การมีกระดูกสันหลังคดโค้งผิดรูป เดินตัวเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เดินแล้วเหมือนจะล้มไม่มีแรง หรือการมีกระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุนก็พบได้เช่นกัน

การรักษาโรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรค กระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาทนี้ โดยเข้าใจว่าถ้ามาพบแพทย์จะต้อง ได้รับผ่าตัด และกลัวว่าการผ่าตัดจะทำให้เป็นอัมพาตจริง ๆ แล้ว มีผู้ป่วยมากกว่าครึ่งที่สามารถรักษาได้โดยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ต้องผ่าตัด อาทิเช่น การทำกายภาพบำบัด การรับประทานยาต้านการอักเสบ ของกระดูกและข้อ การฉีดยาระงับการอักเสบที่เส้นประสาท (Selective Nerve Root Block) เป็นต้น ดังนั้นจึงมิได้มีความจำเป็นใด ๆ ที่ผู้ป่วยจะต้องทนต่ออาการปวดหรือชาจนมีอาการหนักมากเสียก่อน จึงมาตรวจกับแพทย์ โปรดวางใจว่าแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ และเลือกการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยการผ่าตัดจะเป็นทางเลือก ในกรณีที่จะเป็น เนื่องจากรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ มาแล้วไม่ได้ผลเท่านั้น

การรักษาโดยการบริหารร่างกาย และควบคุมน้ำหนัก

เป็นการรักษาที่ผู้ป่วยทุกรายควรทำควบคู่กันไปกับการรักษาวิธีอื่น ๆ เสมอโดยเฉพาะผู้ป่วยที่น้ำหนักส่วนเกินมากกว่ามาตราฐานหรืออ้วน ถ้าสามารถลดน้ำหนักได้แม้เพียงเล็กน้อย อาการของโรคจะดีขึ้นอย่างชัดขึ้นอย่างชัดเจน การบริหารร่างกายในโรคนี้จะเน้นที่การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกระดูกสันหลัง เป็นผลให้กระดูกสันหลังที่ตีบรัดเส้นประสาทลดลง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อท้องและเพื่อประคองกระสันหลังให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นการบริหารร่างกาย ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลานานระยะหนึ่ง เช่น 2-3 เดือน จึงจะเห็นผลได้ชัดเจน นับเป็นการรักษาที่ต้องใช้ความอดทน และความขยันของผู้ป่วยเป็นอย่างมากแต่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อระบบร่างกายโดยรวมของผู้ป่วยด้วย

การรักษาโดยการรับประทานยา

ยาที่จะมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท ได้แก่ ยาต้านการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ (NSAID), ยาแก้ปวด , ยาคลายกล้ามเนื้อ , ยาบำรุง ในบางรายที่มีอาการของโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกโปร่งบาง ร่วมกับการตีบรัดเส้นประสาท อาจจำเป็นต้นได้รับยารักษาโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังรับประทานยาไประยะหนึ่งมีเพียงส่วนน้อย ที่มีอาการมากเกินกว่ายาที่กล่าวมาจะควบคุมอาการได้การรักษา โดยการรับประทานยานั้น นับเป็นการรักษาขั้นตอนแรกที่ใช้ได้ผลดี

การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด

เป็นการรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญด้านการทำกายภาพบำบัด เช่นการดึงหลังเพื่อยืดกระดูกสันหลัง , การทำการประคอบและนวดกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวด้วยความร้อนและไฟฟ้า เป็นต้น โดยปกติแพทย์ทางโรคกระดูกแลข้อ จะเป็นผู้ส่งผู้ป่วยไปรับการรักษากับแพทย์ ทางกายภาพบำบัดเป็นช่วงเวลาระดับหนึ่งแล้วทำการประเมินผลการรักษาว่าผู้ป่วย มีอาการดีขึ้นกรือไม่ ซึ่งถ้าหากการรักษาในขั้นตอนต่อไป อาทิเช่นการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น การฉีดยาระงับการอักเสบที่เส้นประสาท หรือการผ่าตัด เป็นต้น

การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ในผู้ป่วยบางรายที่รักษาด้วยการรับประทานยา และกายภาพบำบัด มาระยะหนึ่งแล้ว ยังมีอาการไม่เป็นที่น่าสนใจหรือมีแนวโน้มจะต้องทำการรักษาเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน การตรวจเพิ่มเติมที่นิยมทำกันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากการฉายรังสีกระดูกสันหลังหรือการฉายเอ็กซเรย์ธรรมดาแล้ว ก็มีการตรวจดูการตีบแคบขอลช่องกระดูกสันหลังโดยการฉีดสารทึบแสง (Limbar Myelography)การตรวจด้วยสารกัมมันตภาพรังสี (Bone Scan) การตรวจกระดูกสันหลังด้วยคอมพิวเตอร์(Computorized Tomography}CT Scan)หรือการตรวจกระดูกสันหลังด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic ResonanceImsging,MRI)ทั้งนี้แพทย์ทีทำการรักษา จะเป็นผู้ให้คำแนะนำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยเฉพาะเป็นราย ๆ ไป